ค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก 1 คน ยุคปัจจุบัน ทำไม “ไมค์ พิรัชต์” จุกหนัก


ปัจจุบันนี้การมีลูก 1 คน มีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ เพราะถูกกระตุ้นด้วยการตลาด นับตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง ยังไม่ลืมตาดูโลก จึงต้องมีการวางแผนและเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ยิ่งในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง มาเจอโควิดซ้ำเติมอีก ทำให้การเงินหลายครอบครัวมีอันสะดุด ต้องปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายใหม่เพื่อความอยู่รอด

  • กรณี “ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล” ศิลปินหนุ่ม ยื่นคำร้องต่อศาล ขออำนาจปกครอง “น้องแม็กซ์เวลล์” บุตรชายวัย 6 ขวบ ร่วมกับ “ซาร่า คาซิงกินี” อดีตภรรยา โดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ทางไมค์ พิรัชต์ อ้างว่าจ่ายค่าเลี้ยงดูลูก ปีละประมาณ 1.7 ล้านบาท เฉพาะค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติ ตกปีละ 8 แสนบาท ถือว่าแพงมากสำหรับครอบครัวคนธรรมดาๆ

  • มีการประเมินคร่าวๆ ค่าเลี้ยงดูลูก 1 คนต่อปี ไม่รวมค่าฝากท้องทำคลอด เริ่มจากเป็นทารกแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 ขวบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายจิปาถะ เฉพาะค่านมลูก เฉลี่ยเดือนละ 3 พันกว่าบาท หรือตกปีละเกือบ 4 หมื่นบาท ยังไม่รวมค่าผ้าอ้อม ค่าของใช้เด็กอ่อนมากมาย หรือค่าพี่เลี้ยง มีตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท กรณีพ่อแม่ต้องออกไปทำงานหาเงิน และเมื่อลูกเข้าเรียน ต้องวางแผนให้ดีสำหรับค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ระดับอนุบาล ไปจนจบปริญญา หากเป็นโรงเรียนเอกชนค่าเทอมจะแพงกว่าโรงเรียนรัฐบาล

  • ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสำหรับเด็กวัยเรียน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับปริญญาตรี หากเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐบาล จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1.6 ล้านบาท หากเลือกศึกษาในสถาบันการศึกษาของเอกชน ค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบจะอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาท และหากเป็นสถาบันการศึกษานานาชาติ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 20.1 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาเล่าเรียน

ผศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ กลุ่มสาขาวิชาพฤติวิทยาเชิงประชากรและสังคม สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เคยกล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” โดยคำนวณต้นทุนการเลี้ยงดูลูก อายุตั้งแต่ 0-14 ปี จากภาพรวมประชากรทั้งประเทศ และการเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทย พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น “ค่าใช้จ่ายต่อเด็ก 1 คน” อยู่ประมาณ 1.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขค่าใช้จ่ายหลักๆ คิดเฉลี่ยจากภาพรวมรายได้ของแต่ละครอบครัวทั้งประเทศ โดยภาระค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งทางครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนที่เหลือภาครัฐหรือรัฐบาลให้การอุดหนุน ในลักษณะการจัดบริการสาธารณะ หรือประมาณฝ่ายละ 8 แสนบาท

จากข้อมูลของสภาพัฒน์และรายได้ประชาชาติ พบว่า 1 ใน 3 เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา หรือปีละ 5 แสนบาทต่อคน ส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอยู่ที่ 7% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาถือเป็นตัวเลขที่สูง สร้างความกังวลให้กับคนเป็นพ่อแม่ในการแบกภาระเลี้ยงดูลูก 1 คน แม้ว่าภาครัฐได้ให้การอุดหนุนช่วยเหลือด้านการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ จากนโยบายให้เรียนฟรีแล้วก็ตาม

เมื่อแยกตามระดับฐานะของแต่ละครอบครัว โดยพ่อแม่กลุ่มครัวเรือนร่ำรวยมีรายได้สูงที่สุด มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก 3 ล้านบาท หรือมีรายจ่าย 2 ใน 3 ที่พ่อและแม่ต้องจ่ายเองนอกเหนือจากการอุดหนุนของภาครัฐ ซึ่งแตกต่างค่อนข้างมากกับกลุ่มพ่อแม่ที่มีรายได้น้อยที่สุด ประมาณ 2 เท่า ในการเลี้ยงดูลูกในครอบครัว หากประเมินค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่ร่ำรวย ต้องแบกรับภาระประมาณ 7 เท่า ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายการศึกษาและสุขภาพ หากเทียบกับครอบครัวยากจน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย เพราะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกในกลุ่มพ่อแม่ร่ำรวยเปรียบเหมือนการลงทุน เป็นการปูทางทำให้ลูกได้ทำงานดีๆ โดยพ่อแม่กลุ่มนี้มีมูลค่าใช้จ่ายมากถึง 35 เท่า หากเทียบกับครอบครัวที่จนสุด ใช้จ่ายไม่ถึง 1 หมื่นบาท และที่เหลือภาครัฐจ่ายให้ เป็นสิ่งที่ครัวเรือนยากจนไม่มีกำลังจ่าย ต้องตัดสินใจหนักในการจ่ายค่าเทอมให้ลูก สุดท้ายต้องกู้ กยศ. ดังนั้นภาครัฐควรเข้ามาจัดการสวัสดิการให้ดีขึ้น สร้างมาตรฐานการศึกษาไม่ให้แตกต่างกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้โอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ


พ่อแม่ยุคใหม่ ตกเป็นเหยื่อการตลาด จ่ายหนักค่าเลี้ยงลูก

ด้าน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาธิบดี กลับมองว่า การเลี้ยงดูลูกขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของแต่ละครอบครัว จึงไม่ใช่ข้อสรุปว่าการใช้เงินเลี้ยงดูลูกในราคาถูกหรือแพง จะทำให้ลูกได้ดีเสมอไป ทั้งอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย เพราะเด็กแรกเกิดในหลายครอบครัวกินนมแม่เพียงอย่างเดียว เสียค่าใช้จ่ายในเรื่องเสื้อผ้า อุปกรณ์เลี้ยงดู ผ้าอ้อมไม่มาก หรือค่านมผงอาจไม่ถึง 3 พันบาทต่อเดือน แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ความรักความอบอุ่นที่แม่ให้กับลูก และรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดต่อคนเดือนละ 600 บาท ไปจนถึงอายุ 6 ขวบ รวมถึงฉีดวัคซีนพื้นฐานฟรี และเด็กปฐมวัยเรียนฟรีเมื่อเข้าโรงเรียนรัฐบาล

“เด็กปฐมวัยในสังคมไทย รัฐบาลต้องจ่ายดูแลตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ถามว่าครอบครัวต้องจ่ายเท่าไร ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ค่านิยม และวิถีชีวิต จากความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก และกรณีครอบครัวที่ไม่มีเงินก็สามารถอยู่ได้ เพราะเมื่อเด็กทารกเจ็บป่วย ต้องเข้าศูนย์บาทในหลักประกันสุขภาพ และเมื่อเด็กอายุ 2 ขวบครึ่งก็เอาเข้าศูนย์เด็กเล็กในชุมชนก็ศูนย์บาท มีอาหารกลางวัน เสื้อผ้าฟรี ยกเว้นเอาเข้าโรงเรียนเอกชนก็ต้องจ่ายเงินเอง”

ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยว่า ทำไมพ่อแม่ยุคใหม่ต้องยอมจ่ายเงินเลี้ยงดูลูกในราคาที่สูง เนื่องมาจากการถูกสร้างค่านิยมในการบริโภคด้วยระบบการตลาด ก่อให้เกิดการเสียเงินจำนวนมากในสังคมทุนนิยม ยกตัวอย่าง นมผง จากปกติเด็กทารกต้องกินนมแม่ โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อนมผงก็ได้ หรือเรื่องวัคซีน ซึ่งชัดเจนมากระหว่างโรงพยาบาลของรัฐบาลและเอกชน มีการบริการที่แตกต่างกัน แต่คุณภาพของวัคซีนไม่ต่างกัน เช่นเดียวกันโรงเรียน หากพ่อแม่เลือกโรงเรียนให้ลูกเพราะค่านิยมและจากการตลาด จึงยอมจ่ายเงินจำนวนมาก ทั้งๆ ที่บางโรงเรียนสอนเด็กผิดวิธี จนส่งผลทำลายพัฒนาการของเด็ก ซึ่งต้องยอมรับโรงเรียนเอกชนที่สอนดีก็มี แต่ที่สอนเลวกว่าก็มีเช่นกัน

จากมาตรฐานของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกัน ทางภาครัฐต้องเข้ามาปรับมาตรฐานของแต่ละโรงเรียนอย่าให้แตกต่างกัน และต้องให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะเด็กควรได้เรียนรู้ภาษาการสื่อสารที่มากกว่า 1 ภาษา และเทคโนโลยีที่มีความจำเป็น ซึ่งสังคมไทยต้องมีการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมกัน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้ดีที่สุด มีความแข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ในอนาคต

“มองว่าการดูแลเด็ก 6 ขวบแรกสำคัญมาก รัฐบาลต้องดูแลให้มีความเท่าเทียมกันในการพัฒนาเด็ก ทั้งในเรื่องความจำเป็นพื้นฐาน และการเรียนพื้นฐาน พร้อมกับความรักความอบอุ่นของพ่อแม่ที่มีต่อลูกอย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้ระบบการตลาดหลอกกินเงินโดยไร้เหตุผลอย่างที่เป็นกันอยู่”.


ที่มา thairath.co.th


 

 

โปรดแสดงความคิดเห็น
แชร์หน้านี้