แนะรัฐทำนโยบาย’โรงเรียนชนะ’เยียวยาการศึกษาเด็กไทย หลังถดถอยจากพิษโควิด

แนะรัฐทำนโยบาย’โรงเรียนชนะ’เยียวยาการศึกษาเด็กไทย หลังถดถอยจากพิษโควิด ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเยียวยาผลกระทบภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบเพราะถูกสั่งปิด ความรู้ถดถอยจะมีมาตการเยียวยาอย่างไร จึงอยากให้มีโครงการอย่าง ‘โรงเรียนชนะ’ หรือ ‘เด็กชนะ’ เพื่อช่วยเยียวยาโรงเรียนและนักเรียน หากไม่รีบแก้ปัญหาเรื่องการเรียนที่ถดถอยนั้น จะส่งผลระยะยาวที่ยากต่อการแก้ไข…” 

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กศศ.) จัดเสวนาทางวิชาการ Equity Forum ในหัวข้อ ‘โรงเรียนต้องปรับตัวอย่างไร เมื่อโควิด-19 รุกรานการศึกษา?’ 

ณ ลานกิจกรรม โซน A สำนักงาน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชั้น 13 อาคารเอส.พี.ทาวเวอร์

โดย ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับคำสั่งที่จะให้เปิดภาคเรียนวันที่ 1 ก.พ.นี้ เนื่องจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ต่างจากรอบที่แล้ว โรงเรียนไม่ใช่สถานที่แพร่เชื้อตรงกันข้ามยังเป็นคล้ายกับที่กักกันโรคของรัฐ (State Quarantine) ที่ดึงเด็กออกจากชุมชน พื้นที่ตลาด และมีระบบควบคุมดูแลที่เข้มงวด

โดยครูทำหน้าที่ควบคุมดูแลได้ดีเท่ากับแพทย์ ไม่เคยพบว่ามีการติดเชื้อในโรงเรียนจนต้องสั่งปิดโรงเรียน ที่ผ่านมามีแค่ปิดโรงเรียนตามคำสั่งอำนาจรัฐด้วยความกลัวเกินกว่าเหตุ หากคำนวณแล้วการปิดโรงเรียนสองรอบรวม 90 วันจากทั้งหมด 200 วัน คิดเป็น ร้อยละ 40 ซึ่งทำให้เด็กเกิดความถดถอยทางการเรียนรู้ ถึงร้อยละ 20-50 ทั้งด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จากเดิมที่มีปัญหาอยู่แล้ว เมื่อต้องปิดเรียนเพราะโควิดยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น 

ที่ปรึกษา กสศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเยียวยาผลกระทบภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบเพราะถูกสั่งปิด ความรู้ถดถอยจะมีมาตการเยียวยาอย่างไร จึงอยากให้มีโครงการอย่าง ‘โรงเรียนชนะ’ หรือ ‘เด็กชนะ’ เพื่อช่วยเยียวยาโรงเรียนและนักเรียน หากไม่รีบแก้ปัญหาเรื่องการเรียนที่ถดถอยนั้น จะส่งผลระยะยาวที่ยากต่อการแก้ไข ดังนั้นจึงอยากให้มาช่วยคิดกันว่าจะช่วยเหลือโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็กอย่างไร รวมทั้งการวัดประเมินผลเด็กในช่วงที่จะกลับมาเปิดเรียนอีกครั้งทั้งการประเมินผลเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) และการประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้ (Summative Assessment) ซึ่งเห็นว่าควรจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ

1.เรื่องนวัตกรรมช่วยเรื่องการอ่านออกเขียนได้ความรู้ถดถอย

2.เรื่องอาหารเช้าที่เด็กได้รับผลกระทบ และ

3.หาอาสาสมัครมาช่วยครูดูแลนักเรียนในช่วง 45 วันนับจากนี้ 

นอกจากนี้หากการพิจารณาเรื่องการศึกษา ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ควรมีฝ่ายการศึกษาเข้าร่วมด้วย เพราะกว่าร้อยละ 80 มีสัดส่วนสาธารณสุขและเศรษฐกิจเท่านั้น ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม (เครือข่าย TSQP) กล่าวว่า

จากการระบาดรอบที่แล้วได้เข้าไปช่วยดูการจัดการเรียนการสอนในหลายเรื่อง สิ่งสำคัญ คือ การทำให้เกิดการเรียนรู้ในช่วงที่ต้องหยุดอยู่บ้าน ด้วยการจัดทำ Learning Box โดยให้ผู้ปกครองช่วยดูแล แต่ผู้ปกครองก็ไม่สามารถจัดการสอนเหมือนครูได้จึงต้องปรับกิจกรรมให้ซับซ้อนน้อยลง และเปิดให้หาอุปกรณ์ที่อยู่รอบตัวมาทำกิจกรรมได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ที่บ้านยังคงมีช่องว่างที่ไม่เหมือนเรียนในห้องเรียน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำ

ซึ่งอีกด้านหนึ่งยังมีเรื่องอาสาสมัครจากชุมชนเข้าไปช่วยดูแล เพราะปิดการเรียนการสอนรอบแรกนั้น คนภายนอกจะเข้าพื้นที่ไม่ได้ จึงให้ผู้ปกครอง คนในหมู่บ้าน รุ่นพี่เด็กโตมาช่วยดูแลน้อง ๆ ในหมู่บ้าน “ควรหาโอกาสจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องเนื้อหา ที่ควรใช้ช่วงนิวนอร์มอล (New Normol) นี้ ได้ทบทวนเรื่องการมุ่งหาหลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมไปถึงเรื่องการประเมินผล ที่ไม่สามารถประเมินแบบเดิมได้ แต่ต้องประเมินตามสภาพจริงเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ไม่ใช่การประเมินเพื่อวัดแค่สอบผ่านหรือสอบตก อีกเรื่องสำคัญคือความร่วมมือของผู้ปกครอง และการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน รวมทั้งสิ่งที่เห็นตรงกันในช่วงนี้ที่จะต้องรีบทำ คือ การลดช่องว่างทางการศึกษา เช่น เรื่องโครงการพิเศษหาอาสาสมัครเป็นติวเตอร์ให้เด็กในพื้นที่ และเมื่อเปิดเรียน เด็กขยับเลื่อนชั้นแล้ว ก็ยังต้องมีการส่งต่อข้อมูล เป็นทีมทีชชิ่งดูแลเด็กในองค์รวมเสริมเพิ่มเติมสิ่งที่ขาดในช่วงที่ต้องหยุดเรียนไม่ใช่เลื่อนชั้นแล้วจบเลย” ดร.นรรธพร กล่าว 

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. เปิดเผยว่า ผลกระทบจากโควิดเกิดขึ้นทั่วโลก คนหลายพันล้านคนต้องประสบปัญหาในหลายด้าน รวมทั้งมิติของการศึกษา ซึ่งมีทั้งเรื่องความรู้ที่หายไป เศรษฐกิจครัวเรือนที่ส่งผลจนเด็กต้องหลุดจากระบบ การพัฒนาอารมณ์ สมอง สุขภาพจิตของเด็ก ผู้ปกครองและครู จากเดิมพบว่า ความยากจนของการเรียนรู้ หรือ Learning Poverty ของเด็กไทยอยู่ในระดับสูง คือ เด็กต่ำกว่า 10 ขวบมีปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ร้อยละ 23 ในขณะที่ประเทศเวียดนามเพียง ร้อยละ 2 เท่านั้น อีกทั้งหากวัดเป็นจำนวนปีการเรียนรู้จากอนุบาลถึงมัธยมทั้งหมด 12.7 ปี แต่การเรียนรู้ของเด็กไทยจริงๆ จะอยู่แค่ 8.7 ปีเท่านั้น ดังนั้นเมื่อต้องปิดเรียนเพราะโควิดอีกย่อมซ้ำเติมการเรียนรู้จนเกิดภาวการณ์เรียนรู้ถดถอยมากขึ้น และเด็กนอกระบบมีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้นอีกด้วย จากการประเมินในทางเศรษฐศาสตร์การหยุดเรียน 4 เดือนจะทำให้จีดีพีของไทยในปี 2100 หายไป 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ 

นอกจากนี้ จากการศึกษาของสหรัฐอเมริกาพบว่า 1. ผลกระทบจากโควิดส่งผลต่อเด็กเล็กมากกว่าเด็กโต และส่งผลกระทบกับเด็กด้อยโอกาส ยากจน และเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เทียบกับไทยคล้ายกับกลุ่มเด็กชาติพันธุ์ เพราะเมื่อไม่ได้มาโรงเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อนก็ทำให้ทักษะภาษาหายไป รวมทั้งทักษะคณิตศาสตร์และการอ่านที่หายไป โดยข้อสังเกต คือ การจัดการเรียนต้องมีการจัดการเรียนแบบยืดหยุ่น มีทักษะความรู้ใหม่ๆ จัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์การศึกษาใหม่

ตลอดจนควรให้ความสำคัญกับการลดช่องว่างการเรียนรู้ โดยต่างประเทศมีตัวอย่างการแก้ปัญหาหลายเรื่อง เช่น เอสโตเนียมีการจัดที่ปรึกษาให้กับพ่อแม่ และมีนักจิตวิทยามาช่วยดูแลเด็กที่ไม่ได้มาโรงเรียน อังกฤษ ตั้งงบ 1,000 ล้านปอนด์ เป็นการศึกษาตามความสนใจ (Education cacth-up intiative) เพื่อฟื้นฟูทักษะของเด็กที่หายไป พร้อมจ้างติวเตอร์มาช่วยสอนเสริม ดังนั้นเมื่อเปิดเทอมจึงอยากให้ครูให้ความสำคัญกับความรู้ที่หายไป ใส่ใจฟื้นฟูสุขภาพ กาย สุขภาพใจ อารมณ์ เด็กเล็ก เด็กเปราะบาง และเด็กด้อยโอกาสที่ควรให้ความสำคัญเป็นกลุ่มแรก

ทางด้าน ดร.ศุภโชค ปิยะสันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย ในฐานะที่ปรึกษาชมรมนักจัดการศึกษาบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร กล่าวว่า ที่ผ่านมามีบางโรงเรียนต้องเสียโอกาสเรียนรู้เพราะต้องปิดโรงเรียน ทั้งที่ในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ซึ่งช่วงที่ต้องปิดเรียนนั้น พบปัญหาเรื่องการเรียนรู้โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่สามารถช่วยลูกทำกิจกรรมใบงานได้ การเรียนรู้จึงมีอุปสรรค ครูจำเป็นจะต้องจัดตารางเวลาไปหาเด็กในพื้นที่ที่นัดหมาย การมีเลิร์นนิ่ง แพคเกจเข้าไปช่วย ก็จะทำให้ครูทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมาการเรียนรู้ออกแบบมาให้ใช้โรงเรียนเป็นฐาน

ดังนั้นการที่จะมีแพคเกจการเรียนรู้ที่ออกมาแบบตามช่วงชั้น ช่วงวัย ก็จะช่วยได้มากขึ้น ซึ่งอยากบอกเพื่อนครูในพื้นที่ห่างไกลว่าหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องวางวิธีการเดิม รุกไปหาปัญหา เปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ เพราะไม่แน่วันข้างหน้าก็อาจจะกลับมาเจอสถานการณ์เช่นนี้ได้อีก เช่นเดียวกับเรื่องอาสาสมัครการศึกษาที่เข้าไปช่วยดูแลเด็กในพื้นที่รอบที่ผ่านมาที่ทำได้ดีแล้ว สิ่งที่จะสามารถทำได้เลย คือ เรื่องโครงการสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ สัญญาณอินเตอร์เน็ต รวมทั้งตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้คัดเลือกเนื้อหาออกแบบวิธีการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น

หากในกรณีที่ต้องมีการหยุดการเรียนอีกรอบ เด็กก็จะได้มีเครื่องมือเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีการสืบค้น ตั้งคำถาม บันทึก วิเคราะห์ สังเคราะห์ เรียนรู้ได้จากหลายแหล่งข้อมูล โดยมีชุมชนเครือข่ายทรัพยากรในพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ อีกทั้งทั้งดึงปราชญ์ชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาให้กับบุตรหลานในพื้นที่ 

ศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล และหัวหน้าโครงการขยายผลและพัฒนาความช่วยเหลือกลุ่มเด็กปฐมวัยและเด็กปฐมวัยนอกระบบในกรุงเทพมหานคร กสศ. กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิดทั้งสองรอบ เป็นเรื่องท้าทายของมนุษยชาติ จากสภาพแวดล้อม ความเปลี่ยนแปลง ภัยพิบัติ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นเด็กควรที่จะเติบโตเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบยืดหยุ่น พร้อมรับสิ่งที่เข้ามาใหม่ๆ อีกทั้งกระบวนการเรียนรู้ควรเน้นไปที่เรื่องทักษะการเรียนรู้สิ่งใหม่ และยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ควรหยุดนิ่ง แต่ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่

ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่ต้องตอบสนองให้ทันเวลาเกิดเหตุในพื้นที่ โดยแต่ละพื้นที่ไม่เหมือน การใช้คำสั่งเดียวทั้งหมดนั้นไม่มีเหตุผล สิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้ คือ การยอมรับความเสี่ยงไม่มีที่ไหนที่บอกได้ว่าไม่มีความเสี่ยง แต่ทุกคนต้องรู้ว่าถ้ามีความเสี่ยงมากต้องทำอย่างไร โรงเรียนในพื้นที่ระดับจังหวัด ควรมีสิทธิตัดสินใจโดยต้องมีขีดความสามารถในการเฝ้าระวังสถานการณ์ของตนเอง


โปรดแสดงความคิดเห็น
แชร์หน้านี้