ก้าวผ่าน 9 วิกฤติโควิด สู่โอกาสการพัฒนาเด็กและครอบครัว

วันที่ 29 กันยายน 2564 เนื่องในโอกาสครอบรอบ 24 ปี วันคล้ายวันสถาปนา สถาบันแห่งชาติแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “ก้าวผ่าน 9 วิกฤติโควิด สู่โอกาสการพัฒนาเด็กและครอบครัว” ผ่าน 9 มุมมองวิกฤติที่พลิกสู่โอกาสในการพัฒนาเด็ก และมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการก้าวพ้นข้ามผ่านวิกฤติโควิด-19 ดังนี้

 

วิกฤตสิ่งแวดล้อม (1) เชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในสัตว์ ปกติจะไม่ข้ามมาอยู่ในคน แต่เนื่องจากสิ่งแวดล้อมของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเช่นไวรัส แบคทีเรียมีการกลายพันธุ์ เชื้อไวรัสโควิด 19 เกิดการกลายพันธุ์กระโดดจากสัตว์เข้าสู่คนเป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า zoonosis เมื่อเข้ามาสู่คนแล้วเกิด

วิกฤตระบบสาธารณสุข (2) ทำให้เกิดการเจ็บป่วยเป็นจำนวนมากรวดเร็วเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขของทุกประเทศจะรองรับได้ทัน มีผู้ป่วยที่ต้องถูกทอดทิ้งนอกสถานพยาบาลจนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทุกประเทศโดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนในประเทศไทยเองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึง 20 กันยายน 2564 พบการเจ็บป่วยกว่า 900000 รายในจำนวนนี้เป็นเด็กร้อยละ 21 หรือ 180,000 ราย แม้อัตราการป่วยตายจะไม่สูงเมื่อเทียบกับผู้สูงอายุคืออัตราการป่วยตายประมาณ 3 ต่อหมื่น

ในขณะที่ผู้สูงอายุมีอัตราการป่วยตายประมาณ 900 ต่อหมื่นหรือ 300 เท่าของเด็ก แต่เด็กก็ได้รับผลทางอ้อมจากปัญหาของสังคมและครอบครัวมีผลต่อสุขภาพทางกายและจิตใจกว่า 10 เท่าของเด็กที่เจ็บป่วยจากการติดเชื้อ วิกฤตทางสังคมที่ก่อให้เกิดการป่วยทางอ้อมในเด็กได้แก่

วิกฤตองค์กรและการประกอบอาชีพ (3) หน่วยงานหลายหน่วยต้องหยุดการทำงานลดเงินเดือน หรือแม้แต่ให้ออกจากงาน ผู้ทำงานอิสระไม่สามารถประกอบอาชีพต่อได้ หลายอาชีพต้องหยุดและขาดรายได้ สวัสดิการ-ประกันสังคมชดเชยการตกงานหรือชุดผลประโยชน์ช่วยเหลือผู้ตกงานจากภัยพิบัติของภาครัฐไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างทั่วถึง

จากการเก็บข้อมูลของ JLL บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ เกี่ยวกับการทำงานที่บ้านในยุคที่โควิด-19 ระบาด เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จากมนุษย์เงินเดือนจำนวน 3,300 คน พบว่า บางส่วนไม่ได้ “แฮปปี้” กับการทำงานที่บ้านอีกแล้ว หลังจากต้องทำงานที่บ้านมานานนับปี ในปีนี้มนุษย์เงินเดือนเพียง 37% เท่านั้น ที่มองว่าการทำงานที่บ้านมีประสิทธิภาพการทำงานดีที่ดีกว่า ลดลงจาก 48% ในผลการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว ครอบครัว จากการสำรวจข้อมูลเด็กปฐมวัยและครอบครัวในชุมชนแออัด 91 รายเก็บโดยผู้นำชุมชน/อสม./และครูศูนย์เด็กเล็ก พบว่า ผู้ปกครอง หรือพ่อแม่ของเด็กที่ประกอบอาชีพรับจ้าง อาชีพค้าขาย หรืออาชีพอิสระที่ต้องพึ่งพารายได้แบบวันต่อวัน รายได้ครอบครัวลดลง หรือขาดรายได้ 95.6% คนในครอบครัวมีความเครียด จนใช้ความรุนแรง 29.7%  เมื่อเกิดวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบทั้งด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านตลาดแรงงาน เกิดอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ด้านสุขภาพ อัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นเป็นสองเท่า นำไปสู่

วิกฤตครอบครัว (4) ครอบครัวต้องยากจนลงส่งผลให้เกิดสุขภาพทำจิตที่อ่อนแอลงหลายครอบครัวมีการแตกแยกหย่าร้าง มีความรุนแรงในครอบครัว มีการใช้สารเสพติด เมาสุรา มีการก่ออาชญากรรมสมาชิกในครอบครัวออกอาการความเสื่อมทางสุขภาพจิตไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความก้าวร้าวรุนแรง ความซึมเศร้าถดถอยนำไปสู่

วิกฤตความเครียดเป็นพิษในเด็ก (5) ความตึงเครียดของครอบครัว ความบกพร่องของครอบครัว จากเหตุโรคระบาดนำไปสู่การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการละเลยทางกาย ทางใจ การทารุณกรรมทำร้ายทางกาย ทางใจหรือทางเพศก็ตาม แต่เกิดขึ้นตามหลังวิกฤตครอบครัว เด็กที่ตกอยู่ในครอบครัวดังกล่าวได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ adverse childhood experiences ทำให้เกิดความเครียดรุนแรงซึ่งมีผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดสูงกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนกลุ่มสเตียรอยด์หรือกลุ่มอะดรีนาลิน เมื่อสิ่งกรุต้นเร้านี้เกิดซ้ำๆเป็นเวลานานกับเด็กโดยไม่มีผู้ช่วยเหลือ วงจรประสาทในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าจะจดจำวิธีการตอบสนองนี้เป็นความทรงจำระยะยาวแบบจิตใต้สำนึก ต่อไปในอนาคตเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้าแม้เพียง

เล็กน้อยสมองจะตอบสนองด้วยการหลั่งฮอร์โมนความเครียดระดับสูงที่เรียกความเครียดเป็นพิษ toxic stress ส่งผลต่อการทำงานของสมอง และนำไปสู่ความไม่พร้อมในการเรียนรู้ ในวันรุ่นและผู้ใหญ่จะปรากฏเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน ก้าวร้าว ถดถอย หรือพฤติกรรมต่ำต้อย นิ่ง หนี ในวัยกลางคนฮอร์โมนความเครียดระดับสูงระยะยาวจะเป็นต้นเหตุของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเช่น ความดันสูง เส้นเลือดในสมอง เส้นเลือดหัวใจ พ่อแม่ที่ work from home เด็กๆที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเนื่องจากโรงเรียนศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยต้องปิดลงเป็น

วิกฤตการเรียนรู้และการเล่นของเด็ก (6) พ่อ แม่หลายคนไม่มีศักยภาพเพียงพอและไม่มีประสบการณ์เพียงพอในการเล่นเรียนรู้ร่วมกับเด็ก เด็กใช้เวลาอยู่บ้านแบบแช่นิ่ง (sedentary behavior) ติดหน้าจอ เล่นมือถือ เล่นเกมมากขึ้น ขาดการออกกำลังกาย โรงเรียนศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยพื้นที่เล่นเรียนรู้ของเด็กในชุมชนไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด สนามกีฬา หรือการจัดบริการกิจกรรมอื่นๆ ในชุมชนซึ่งมีอิทธิพลต่อการเล่นเรียนรู้ของเด็กเป็นระบบนิเวศรอบตัวเด็กต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ส่งเสริมการเล่นการพัฒนาเด็กได้

เป็นวิกฤตระบบภูมินิเวศ (7) รอบตัวเด็ก จากรายงานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ มีเด็กกว่า 400 คนที่ต้องกำพร้าจากการสูญเสียชีวิตของผู้เลี้ยงดูหลักทำให้เด็กเหล่านี้ต้องเข้าสู่การคุ้มครองการสงเคราะห์เป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกันระบบสงเคราะห์คุ้มครองที่ใช้บ้านหลังใหญ่เป็นศูนย์กลางของระบบไม่อาจตอบสนองได้อย่างมีคุณภาพ.เป็น

วิกฤตของระบบสงเคราะห์เด็ก.. (8) สำหรับเด็กวัยรุ่นหลายคนอึดอัดไม่ยอมถูกกักบริเวณในบ้านยังคงออกมาแสดงต่อต้านมาตรการล๊อคดาวน์ด้วยการแสดงออกว่าไม่สนใจการรักษาระยะห่างใดๆทั้งสิ้นจนถึงการก่อกวนเมืองสร้างความวุ่นวาย ตั้งแก๊งตั้งทีม เมาสุราอาละวาด วัยรุ่นหลายคนกลายเป็นผู้นำเชื้อกลับสู่ผู้สูงอายุในบ้านทำให้เขาต้องสูญเสียปู่ย่าตายายไปด้วยความคึกคะนองของตนเอง นับเป็น

วิกฤตพลังหนุ่มสาว (9) ที่เป็นความหวังของสังคมแต่กลับแสดงความเห็นแก่ตัวจนเป็นเหตุให้ปู่ย่าตายายตนเองและผู้สูงอายุคนอื่นๆต้องเสียชีวิต

ใน 9 วิกฤตนี้ก็ยังมีโอกาส รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่าเราได้เห็นโอกาสการฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็กผ่านระบบเทคโนโลยีต่าง ๆซึ่งเป็นทักษะการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตที่เด็กทุกคนต้องฝึกไว้เนื่องจากในปัจจุบันความรู้ใหม่ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วมาก การเรียนในโรงเรียนจากการบอกเล่าของครูไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว   ประเด็นที่สองเราเห็นเด็กอีกกลุ่มหนึ่งได้แสดงพลังบวกออกไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ กลายเป็นจิตอาสาเพื่อสังคมและชุมชน ทั้งกลุ่มเยาวชนไทยกู้ภัยโควิด กลุ่มสภาเยาวชน กลุ่มเด็กที่รวมตัวกันในชุมชนอีกหลายกลุ่ม เราเห็นพลังบวกของเด็ก ๆ ซึ่งพลังบวกนี้เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ต้องใช้ในอนาคตต่อไป ประเด็นที่ 3 เราเห็นเด็กที่มีความยืดหยุ่น เห็นเด็กที่ต้องสูญเสียผู้ดูแล สูญเสียวิถีชีวิตปกติของเขา เช่น ไม่ได้ออกไปเที่ยว ไม่ได้ออกไปเล่น แต่เด็ก ๆ ก็สามารถที่จะปรับวิถีชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่เด็กจะต้องมีไว้เพื่อใช้ในโลกอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ธาม เชื้อสถาปนศิ กล่าวว่า บนวิกฤตินี้ได้สร้างโอกาสการมองเห็นจุดอ่อนของระบบภูมินิเวศและระบบสงเคราะห์เด็กปฐมวัย และนำสู่แนวคิดการพัฒนาระบบการดูแลและคุ้มครองเด็กปฐมวัยในระดับชุมชน ให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อรองรับภัยอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้เด็กปฐมวัยต่ำกว่า 3 ปีในชุมชน ระบบการดูแลเด็กในครอบครัวเปราะบาง การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในชุมชนในการสงเคราะห์และคุ้มครองเด็ก การพัฒนาระบบครอบครัวทดแทนระดับชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นขององค์กรอนามัยโลก ที่สนับสนุนให้ทุกประเทศยกเลิกระบบการสงเคราะห์ คุ้มครองที่ใช้สถานสงเคราะห์หรือคุ้มครองขนาดใหญ่ เป็นศูนย์กลาง แต่ควรปรับเป็นกระบวนการเลี้ยงดูซึ่งใช้ครอบครัวทดแทนเป็นฐาน

อาจารย์ดร. กันนิกา กล่าวต่อว่า บนวิกฤตินี้ได้สร้างโอกาสให้มองเห็นความสำคัญในการพัฒนา ระบบเฝ้าระวังกลุ่มเด็กที่ได้รับประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ (adverse childhood experiences: ACE) และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการจัดระบบบริการ ระบบการดูแลสุขภาพ ระบบการศึกษาให้เป็นระบบที่มีความไวต่อเด็กที่มีบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์ (trauma informed education and care) ซึ่งระบบการเฝ้าระวังนี้จะนำไปสู่การช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะความเครียดเป็นพิษ (toxic stress)ได้ตั้งแต่ปฐมวัย

อาจารย์ธนวัฒน์ ธรรมโชติ กล่าวว่าเราได้เห็นความสำคัญของการเล่นของเด็กจากการขาดโอกาสการเล่นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อการระบาดเริ่มควบคุมได้ การคืนพื้นที่เล่นของเด็กพร้อมทั้งผู้ส่งเสริมการเล่นในมาตรการความปลอดภัยจึง

เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการฟื้นฟูชีวิตของเด็กและชุมชน ประการแรกต้องเตรียมผู้ดูแลเด็กทุกระดับที่อยู่รอบตัวเด็กให้เป็นเกราะกำบังป้องกันการติดเชื้อโดยผู้ดูแลเด็กต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อน ประการที่สอง ชุมชน โรงเรียนต้องเปิดพื้นที่เด็ก คืนพื้นที่เล่นเรียนรู้ให้กับเด็ก โดยมีแนวทางการจัดเตรียมพื้นที่ตามหลักการป้องกันการระบาดของโรค universal precaution ทั้งระบบการคัดกรองความเสี่ยงผู้เล่น ผู้ติดตาม การจัดกลุ่มเล่นเป็นกลุ่มเล็ก การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วมในพื้นที่ร่ม หรือให้เล่นกล่างแจ้งบริเวณแสงแดดส่องถึง ที่สำคัญผู้ปกครองควรเปิดพื้นที่ในหัวใจยอมรับว่าเด็กต้องการพื้นที่เล่นเรียนรู้ ให้เด็กได้เป็น ได้ทำอย่างที่เด็กต้องการ

ผศ.ดร. วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ กล่าวว่าการกำกับโลกภายในเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ เมื่อโรคระบาดโควิด-19 หายไป ในอนาคตก็จะมีวิกฤติใหม่ ๆ เข้ามาอย่างแน่นอน แต่สุดท้ายคนที่จะอยู่รอดและไปได้กับโลกใบนี้อย่างมีคุณภาพคือคนที่มีความสามารถในการกำกับหัวใจตัวเอง กำกับความคิดของตัวเอง และกำกับอารมณ์ของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างสวยงาม 

ด้าน ผศ.พญ.แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการคลินิกและศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย  กล่าวว่าในสถานการณ์ปิดเมืองนี้ เป็นโอกาสที่เราจะสอนและฝึกลูกให้รู้จักและปฏิบัติ“ความสุขอย่างง่าย”  3 เรื่อง ได้แก่ การกินง่าย อยู่ง่าย และสัมพันธภาพในครอบครัว ถ้าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ก็ยังสามารถฝึกลูกให้ใช้ชีวิต ง่ายๆ  กินข้าวทอดไข่เจียว ชวนลูกไปซื้อของกับคุณยาย  ชวนลูกให้รู้จักการแบ่งปัน ให้กับผู้อื่น สิ่งเล็ก ๆ น้อย ที่ลูกได้ฝึกเหล่านี้ ผ่านสัมพันธภาพในครอบครัว แนะนำ คุณพ่อ คุณแม่ ให้ฝึกให้กับลูกโดยการ ทำกิจกรรมให้ช้าลง เช่น อ่านนิทานให้ลูกฟัง ให้ช้าลงสัมผัสกับความสุขที่มีให้กับลูก  เป็นช่วงเวลาคุยกับลูกสร้างสัมพันธภาพกับลูก  การทำกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ ที่ร่วมทำกับลูก เป็นความสุขกับชีวิต “ความสุขอย่างง่าย” จะเป็นเครื่องมือในตัวลูกที่จะใช้เผชิญกับโลกผันผวนในอนาคตได้

อาจารย์ ดร. ธีรตา  ขำนอง กล่าวว่าในวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการยกระดับภาวะสังคมเกื้อกูล โดยขับเคลื่อน “จิตอาสา: หัวใจแบ่งปัน” จิตอาสา เป็นเรื่องของจิตสำนึกสาธารณะ การที่จะให้คนมีจิตสำนึกแบบนี้ได้ต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ต้องฝึกตั้งแต่เด็กตั้งแต่ยังเล็ก พ่อ แม่ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูก ส่งเสริมให้เด็กได้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นสิ่งง่ายที่จะสอนและปลูกฝังให้เด็กได้เป็นจิตอาสาเด็ก ๆ ภายในครอบครัว 

ผศ.ดร.อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล ขอให้เครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมมือกันสร้างระบบที่ส่งเสริมและสนับสนุนสุขภาวะของสมาชิกในครอบครัว ในองค์กร และในชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว ภายใต้วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19  ขอให้องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานมีการนำแนวทางการสร้างเสริมความสุขแปดประการ หรือ Happy 8 ทั้งในองค์กรและในครอบครัว จะส่งผลให้เกิดองค์กรและครอบครัวแห่งความสุข ภายใต้วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขอให้องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานทำงานแบบไฮบริด คือ ให้พนักงานเริ่มกลับเข้าไปทำงานในองค์กร และสามารถเลือกที่จะทำงานที่บ้านได้บางวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และสร้างสมดุลชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และชีวิตการทำงาน และขอให้องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit) ที่เหมาะสม ให้เป็นกลไกการสร้างแรงจูงใจโดยการให้รางวัล ที่นำไปสู่การสร้างค่านิยม และวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม มีจิตสำนึก ความรับผิดชอบต่อเด็ก ครอบครัวและสังคมในองค์กรของตนเอง

 

สุดท้ายนี้ รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า เด็กและครอบครัวทุกคนได้บทเรียนสำคัญจากผลกระทบของการทำลายสิ่งแวดล้อมจนเป็นเหตุให้ไวรัสกลายพันธ์จากสัตว์สู่คน มนุษชาติถึงเวลาที่จะคิดทบทวนว่าเป้าหมายของสุขภาวะที่ดีนั้นจะหมายถึงการมีอายุยืนยาวและได้บริโภคสิ่งอำนวยความสุขสบายสูงสุดของแต่ละบุคคลไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ต้องหมายถึงการมีอายุยืนยาวที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณอย่างเท่าเทียมกับเพื่อนร่วมโลกบนความสมดุลกับระบบนิเวศรอบตัวเรา   เด็กๆคงต้องเริ่มเรียนรู้การมีวิถีชีวิตอิงธรรมชาติ การศึกษาเล่นเรียนรู้อิงธรรมชาติ ตั้งแต่วันนี้เพื่อเติบโตไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่ผู้รักษาสิ่งแวดล้อมและผู้สร้างสังคมเกื้อกูลเพื่อความยั่งยืนของมนุษยชาติต่อไป

 

 


โปรดแสดงความคิดเห็น
แชร์หน้านี้